การให้ อาหารสายยาง ทางจมูกกับทางหน้าท้องต่างกันอย่างไรการเลือกระหว่างการให้ "ทางจมูก" (NG Tube) กับ "ทางหน้าท้อง" (PEG) มักขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่คาดว่าผู้ป่วยต้องได้รับอาหารครับ หากต้องให้นานเกิน 1 เดือน แพทย์มักจะแนะนำให้พิจารณาทำทางหน้าท้องเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
นี่คือข้อแตกต่างที่ชัดเจนในแต่ละด้านครับ:
📊 ตารางเปรียบเทียบ: ทางจมูก (NG) vs ทางหน้าท้อง (PEG)
หัวข้อเปรียบเทียบ ทางจมูก (NG Tube) ทางหน้าท้อง (PEG)
ระยะเวลาที่ใช้ ชั่วคราว (ไม่เกิน 4 สัปดาห์) ระยะยาว (1 เดือนขึ้นไป หรือตลอดชีวิต)
ความรู้สึกผู้ป่วย รำคาญ เจ็บจมูก เจ็บคอ เคืองตา สบายกว่า ไม่เกะกะใบหน้า กลืนน้ำลายสะดวก
ภาพลักษณ์ เห็นสายโยงใยที่ใบหน้าชัดเจน ซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าได้ ดูเป็นปกติกว่า
ความเสี่ยงการสำลัก สูงกว่า (สายเลื่อนง่าย หูรูดปิดไม่สนิท) ต่ำกว่า (อาหารเข้ากระเพาะโดยตรง)
การเปลี่ยนสาย บ่อย (ทุก 2-4 สัปดาห์) นานๆ ครั้ง (ทุก 6-12 เดือน)
ภาวะแทรกซ้อน ไซนัสอักเสบ, แผลกดทับที่จมูก การติดเชื้อรอบรูเปิด, แผลที่ผนังหน้าท้อง
ความเสี่ยงการดึงสาย สูง ผู้ป่วยดึงออกได้ง่ายมาก ต่ำ ดึงยากกว่าและซ่อนสายได้
1. ข้อดี-ข้อเสีย ของการให้ทางจมูก (NG Tube)
ข้อดี: ใส่ได้ง่ายที่เตียง ไม่ต้องใช้ยาสลบ ไม่ต้องทำหัตถการในห้องผ่าตัด
ข้อเสีย: สายมักแข็งตัวเมื่อโดนกรดในกระเพาะนานๆ ทำให้เจ็บ และถ้าผู้ป่วยดึงหลุดบ่อยๆ การใส่ใหม่บ่อยๆ จะทำให้เนื้อเยื่อในจมูกอักเสบ
2. ข้อดี-ข้อเสีย ของการให้ทางหน้าท้อง (PEG)
ข้อดี: ลดโอกาสปอดอักเสบจากการสำลักได้ดีมาก ผู้ป่วยทานยาทางปาก (ถ้ายังพอทำได้) ได้สะดวกขึ้น และดูแลรักษาง่ายกว่า
ข้อเสีย: ต้องทำหัตถการโดยแพทย์ (ส่องกล้องหรือผ่าตัดเล็ก) และต้องระวังเรื่องความสะอาดรอบรูเปิดหน้าท้องเพื่อไม่ให้เกิดการอักเสบ
💡 สรุปว่าควรเลือกแบบไหน?
เลือกทางจมูก (NG): หากผู้ป่วยมีโอกาสฟื้นตัวเร็วและจะกลับมาฝึกกลืนได้ภายในเวลาอันสั้น (เช่น ช่วงพักฟื้นหลังผ่าตัดระยะสั้น)
เลือกทางหน้าท้อง (PEG): หากผู้ป่วยมีภาวะกลืนลำบากถาวร (เช่น อัมพาตครึ่งซีก, โรคทางสมองเสื่อมระยะท้าย) หรือต้องให้อาหารนานกว่า 1 เดือน เพื่อลดความทรมานและลดความเสี่ยงปอดติดเชื้อครับ
⚠️ ข้อควรระวังร่วมกัน
ไม่ว่าจะให้ทางไหน "การยกหัวสูง 30-45 องศา" และ "การล้างสายด้วยน้ำเปล่า (Flush)" ทั้งก่อนและหลังให้อาหาร ยังคงเป็นกฎเหล็กที่ห้ามลืมเด็ดขาดครับ